THE HURT LOCKER


    ผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ ๘๒ ประกาสออกมาแล้ว THE HURT LOCKER หน่วยระห่ำ ปลดล็อคระเบิดโลก เป็นหนังอิสระที่ได้รับออสการ์ไปมากที่สุดถึง ๖ รางวัล เรียกได้ว่าขโมยความเด่นของทุกเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อ และเป็นอีกครั้งที่หนังยอดเยี่ยมออสการ์คือหนังสงครามที่มีเนื้อหาโคตรจะอเมริกัน (ก็ออสการ์ มันต้องอเมริกันอยู่แล้ว)


    THE HURT LOCKER ผ่านสายตาผมค่อนเดือนก่อนที่ผลรางวัลออสการ์จะประกาศ โมงยามนั้นผมฟันธงเล่นๆว่า น่าจะได้ออสการ์สัก ๓ ตัว (ได้แก่ สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม, บทยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอดเยี่ยม) คือเว้าซื่อๆผมเชียร์ Inglourious Basterds มากกว่า ผมอยากให้อีตา เควนติน ทาแรนติโน่ ได้ผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ผลก็ออกมาอย่างที่เห็นล่ะครับ THE HURT LOCKER ซัดไปเพียบ รางวัลสำคัญแทบไม่เหลือให้ใคร เป็นอีกปีที่รางวัลออสการ์ทำสิ่งที่อดีตไม่เคยทำ นั่นคือแจกรางวัลหนังเล็กแต่เป็นขวัญใจมหาชนให้รางวัลใหญ่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม THE HURT LOCKER ถูกหวยไปอย่างมึนๆ แต่งวดนี้ค่อนข้างไม่ค้านสายตาประชาชน (จะให้ เจมส์ คาเมรอน ได้รางวัลใหญ่อีกรอบหลังจาก Titanic ด้วย AVATAR ก็คงจะเกินไป) ถ้านึกถึงปีก่อนที่ Slumdog Millionaire ได้รางวัลนี้ไปครองเช่นกัน ผมก็อยากจะดูน้ำหน้ารางวัลปีหน้า ว่ามันจะผลิกโผได้ขนาดไหน (ส่วนมากตัวเก็งนอนแน่แช่แป้งมาตั้งแต่เป็นขวัญใจนักวิจารณ์)

 

 


    เจเรมี เรนเนอร์ แจ้งเกิดไปเรียบร้อยในบทสมาชิกคนใหม่ของ บราโว่ คัมปะนี หน่วยกู้ระเบิดกลางวิกฤติสงครามอิรัก ปีที่ผ่านมาฮอลลีวู๊ดได้ให้กำเนิดดาราหนังแอ๊คชั่นน่าจับตาหลายคนก็จริง (เช่น แซม เวิร์ธทิงตัน จาก AVATAR) แต่ เจเรมี เรนเนอร์ นี่แหล่ะที่เป็นม้ามืด ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ล้นหลาม เจมส์ ใน  THE HURT LOCKER เป็นตัวละครประเภทสงบนิ่งไม่เป็น ขณะที่เพื่อนร่วมทีมตึงเครียดกับสถานการณ์ แต่เขากับทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เดินกลางดงระเบิด เหมือนเดินเล่นในชายหาด รายละเอียดจากบทสนทนาทำให้พอรู้ว่า เจมส์ เป็นคนที่ไม่ห่วงตัวเอง แต่จิตใจยังไม่ด้านชา ยังมีความอ่อนไหวบางอย่าง

    เขาแสดงความรู้สึกไม่เก่ง  ถ้าไม่ได้สงครามมาคอยกระตุ้น ก็อาจหลงลืมไปว่าตนเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เจเรมี เรนเนอร์ ถ่ายทอดบทของเจมส์ได้อย่างมีชีวิต เมื่อรวมเข้ากับการเขียนบทและการกำกับที่ไม่เน้นอารมณ์ฟูมฟายใดๆทั้งสิ้น ของ บิเกโลว์ ทำให้หนังออกมาสมจริงอย่างมาก (จนผมอดนึกไปถึงการแสดงและกำกับ มิคกี้ รูค ในหนังเรื่อง The Wrestler ของ ผู้กำกับดาร์เรน อโรนอฟสกี้ ไม่ได้)


    นัยแฝงของ THE HURT LOCKER ที่ทำให้มันได้รับการพูดถึง คือการตีแผ่สภาพจิตใจภายใต้สงครามของทหารหาญ และสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น ผ่านเหตุการณ์วางระเบิดก่อกวนความไม่สงบ(เหมือนประเทศแถวๆนี้นะ) เนื้อหาในหนังที่ผมชอบคือทหารทุกคนไม่มีใครชอบไปเสี่ยงตายกับระเบิด ให้ไปรบราฆ่าฟันกับศัตรูซึ่งๆหน้ายังเข้าท่ากว่า และการกู้ระเบิดก็เหมือนทุกข์ที่ต้องปฏิบัติให้พ้นๆตัว ตราบใดที่คนอยู่เบื้องหลังยังลอยนวล วัฎจักรยังคงหมุนวนเวียนต่อไป และการตามล่ามือวางระเบิดไม่ต่างจากคนกำลังวิ่งไล่จับเงาตัวเอง

    (ฉากท้ายๆของหนังอาจพยายามสื่อให้เห็นว่า มือวางระเบิดก็อาจถูกจับผูกติดกับระเบิดได้เหมือนกัน) ซึ่งตรงจุดนี้ของหนังผมว่าทำออกมาได้ดี คือมีนัยแฝงให้ขบคิด นอกเหนือจากการเป็นหนังอินดี้ที่มีแอ๊คชั่นมากกว่าที่ผมหวัง – ตอนแรกผมนึกว่าจะยิงกันนับกระสุนได้แบบเรื่อง Jarhead

 

 


    และอีกเรื่องที่ทำให้ผมได้เปิดโลกทัศน์คือ นาวิกโยธินสหรัฐฯ ทั้งที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย เช่น หุ่นยนต์กู้ระเบิด แต่สุดท้ายในการตัดสายชนวนก็ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญอยู่ดี (สวมคล้ายชุดอวกาศ) ไม่เห็นเขาใช้เครื่องรับมือเอเลี่ยน GT200 เหมือนประเทศแถวๆนี้เลยครับ แล้วระบบคุ้มกันเขาก็รัดกุมดี ไม่ได้เดินงุดๆเหมือนหาเศษสตางค์ คือมีการปฏิบัติงานที่เป็นวิทยาศาสตร์


    โดยส่วนตัวแล้ว THE HURT LOCKER ทำให้ผมนึกถึงวีดีโอเกมครับ (ฮา) เช่น เกม Tom Clancy ’s Ghost Recon  เพราะผมได้รู้จักนาวิกโยธินสหรัฐฯ การปฏิบัติงาน เครื่องแบบ ฯลฯ ก็จากการเล่นวีดีโอเกมที่มีเนื้อหาเหล่านี้ บางคนอาจจะชอบสไตล์จนลามไปถึงค้นพบตัวเองในกีฬา BB GUN ฯลฯ คือถ้าเป็นผู้ชายน่าจะอินกับเรื่องราวของทหาร การปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ ร่วมเสี่ยงตายกับไอ้เพื่อนยาก แต่สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครประหลาดใจก็คือ THE HURT LOCKER ซึ่งมีเนื้อหาจริงจังซีเรียส โคตรแมน เป็นฝีมือของผู้กำกับหญิงหน้าตาดีท่าทางห้าวๆคนหนึ่ง แคทเธอรีน บิเกโลว์ (Point Break, K-19: The Widowmaker – อดีตเมียของผู้กำกับหนังแอ๊คชั่นเงินล้าน เจมส์ คาเมรอน)  สร้างประวัติศาสตร์หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

    แนวทางการกำกับแอ็คชั่นของ บิเกโลว์ ต่างจากผู้กำกับหญิงคนอื่นๆอย่าง มิมิ ลีเดอร์ (The Peacemaker) ที่ป๊อบปลาแดกกว่า ผู้หญิงที่รักการกำกับแอ๊คชั่นในโลกนี้มีน้อยครับ แล้วจะหาสไตล์แบบแคทเธอรีน บิเกโลว์ ที่ทำออกแนวสมจริง ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่


    การกำกับหนังเรื่องแต่งแบบสไตล์หนังสารคดีกำลังอยู่ในกระแสนิยม ที่แน่ๆตอนนี้และอนาคตจะได้เห็นกันอีกหลายเรื่อง ผมภาวนาอยากจะเจอที่มีการเล่าเรื่องแข็งแรงแบบ THE HURT LOCKER แต่ก็กลัวว่าดูมากๆเข้าจะพาลเบื่อเหมือนกัน

    

Comment

Comment:

Tweet

ดูแล้วกดดัน เครียด นอยด์ เข้าใจว่า ผกก คงอยากถ่ายทอดอารมณ์ความนอยด์ของทหารในอิรัก (ผมเลยนอยด์ไปกับหนังด้วยเลย) ฮ่าๆๆ หัวไม่ถึงอ่ะเฮ้อออ!!!!

#4 By aboxor on 2010-03-14 03:36

สำหรับออสการ์ปีนี้ผมว่ามันไม่มีอะไรน่าลุ้นจริงๆครับ (หรือว่าผมเริ่มเบื่อการแจกรางวัลนี้แล้วหว่า?) แต่ก็ดีใจแทนหนังเรื่องนี้ครับที่ได้ไป ถ้าอวตารได้ผมคงเคืองตายเลย 555

อีกอย่างที่ชอบหนังเรื่องนี้นอกจากการแสดงถึงภาวะของทหารในสงครามแล้วก็คือนัยยะของระเบิดในเรื่องครับ การระเบิดแต่ละทีคือการกัดกินจิตวิญญาณให้ต่ำลงๆ จนกลายเป็นความอ่อนแอ (ฉากสารภาพกันในรถนี่ทำเอาผมน้ำตาตก)

ที่สำคัญผู้หญิงที่กำกับหนังแมนโครตๆแบบนี้ได้ต้องไม่ธรรมดาและสมควรได้รางวัลนี้ไปครับ

#3 By Seam - C on 2010-03-10 10:29

ไปดูที่ไหนมาembarrassed

#2 By taksthaitoon on 2010-03-10 00:11

ชอบฉากระเบิดครับ ชอบภาพสโลว์ในหนังเรื่องนี้

#1 By ธาตรี on 2010-03-10 00:05